คำว่า Elegy เป็นคำโคลงไว้อาลัยที่กล่าวถึงความตายของบุคคล
วัตถุประสงค์ของการเขียนบทกวีประเภทนี้ก็เพื่อแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับความตายและไม่ใช่การเล่าเรื่องของความตาย
แต่เป็นกรแสดงออกถึงความรู้สึกของความสูญเสียความเศร้าโศกและในขณะเดียวกันก็ได้กล่าวยกย่องคนตายและกล่าวถึงความหมายของกาลเวลาที่อยู่บนโลกของคนที่ตาย
บทกวีไว้อาลัยของโธมัส เกรย์(Thomas Gray) เรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นชีวิตของสามัญชนที่ไร้ชื่อเสียงที่เมื่อตายแล้วถูกฝังอยู่ในสุสานของโบสถ์แห่งหนึ่ง
โธมาส เกรย์ เขียนคำโคลงไว้อาลัยเรื่องนี้ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1700 ราว
10 ปีก่อนเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ
สภาพแวดล้อมในชนบทของประเทศอังกฤษยังมีกลิ่นอายของการเกษตรแบบล้าหลังที่ยังมีการใช้แรงงานคนและแรงงานสัตว์ประกอบกันในการทำไร่ทำนา
ส่วนสถานที่ที่เกรย์ใช้เขียนบทไว้อาลัยเรื่องนี้คือสุสานที่ฝังศพของโบสถ์แห่งหนึ่ง
ซึ่งจากหลักฐานระบุว่าโบสถ์แห่งนี้คือ St. Giles ในหมู่บ้านเล็กๆชื่อ Stoke Pages ในมณฑลบังกิ้งแฮมเชียร์
ประเทศอังกฤษทางตอนใต้ แม้แต่ศพของ
เกร์เองก็ถูกนำมาฝังไว้ในสุสานแห่งนี้เคียงคู่กับศพของมารดาของเขา
เกรย์ได้เริ่มเขียนบทกวีไว้อาลัยเรื่องนี้ในปี ค.ศ. 1742
แต่ได้พักไว้ระยะหนึ่งก่อนแล้วเขียนต่อจนเสร็จในปี ค.ศ. 1750 Robert Dodsley ได้ตีพิมพ์คำโคลงไว้อาลัยเรื่องนี้ในปี
ค.ศ. 1751 และได้มีการดัดแปลงและตีพิมพ์บทกวีไว้อาลัยเรื่องนี้ในปี ค.ศ. 1753,
1758, 1768 และ 1775
สำหรับในประเทศไทย
ได้มีการนำคำโคลงไว้อาลัยเรื่องนี้มาแต่งเป็นกลอนในชื่อเรื่องว่า “กลอนบทดอกสร้อย
รำพึงในป่าช้า” โดย พระยาอุปกิตศิลปสาร(นิ่ม
กาญจนาชีวะ) ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องต่างๆในแบบเรียนวรรณคดีไทย
เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของกระทรวงศึกษาธิการ(เรื่องต่างๆในเล่มประกอบด้วย
พระมหานคร, กรณียกิจของเราต่อชาติ, ชมป่า, ปาฐกถาเรื่องหัวใจนักปราชญ์,
รำพึงในป่าช้า,นิทานเวตาล, ความสุข, โคลงโลกนิติ, จดหมายจางวางหร่ำ, นิราศพระบาท
และ ประวัติอาจารย์)
ในกถามุข(คำนำ) ของ กลอนดอกสร้อย รำพึงในป่าช้า” มีความว่า “ดังได้ยินมา สมัยหนึ่ง
ผู้มีชื่อต้องการความวิเวก เข้าไปนั่งสงัดในวัดชนบท เวลาตะวันรอนๆ
จนเสียงระฆังย่ำบอกสิ้นเวลาวัน กระบือและพวกชาวนาพากันกลับที่อยู่เป็นหมู่ๆ
เมื่อสิ้นแสงตะวันแล้ว ได้ยินแต่เสียงจังหรีดเรไรกับเสียงเกราะในคอกสัตว์
นกแสกจับอยู่บนหอระฆังก็ร้องส่งสำเนียง ณ ที่นั้นมีต้นไทรต้นโพธิ์สูงใหญ่
ใต้ต้นล้วนมีเนินหญ้ากล่าวคือที่ฝังศพต่างๆอันแลเห็นด้วยเดือนฉาย
ศพในที่เช่นนั้นก็เป็นศพพวกชาวไร่ชาวนาเอง ผู้นั้นมีความรู้สึกเยือเย็นใจอย่างไร
แล้วรำพึงอย่างไรในหมู่ศพ เขียนความใสใจนั้นออกสู่กันดังต่อไปนี้”
ที่จะได้นำมาเสนอในครั้งนี้
ประกอบด้วยความตามลำดับดังนี้ 1. คำโคลงภาษาอังกฤษของ โธมาส เกรย์ 2. กลอนดอกสร้อยของ พระยาอุปกิตศิลปสาร และ 3. คำถอดความเป็นร้อยแก้ว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น